การออกกำลังกายในเด็ก

ในปัจจุบันพบว่าเด็กๆ มีปัญหาทางสุขภาพสูงมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ทั้งการมีน้ำหนักตัวเกิน เป็นโรคที่เกี่ยวกับภูมิแพ้หรืออาจจะไม่สบายบ่อย ๆ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้สามารถบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเด็ก ๆ ควรจะต้องมีการออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมที่เหมาะสมเพื่อช่วยเสริมสร้างให้มีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง นอกจากนี้การออกกำลังกายยังช่วยกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการของเด็กได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจอีกด้วย

เด็กควรจะเริ่มออกกำลังกายได้ตั้งแต่อายุเท่าใด

ความจริงแล้วเด็กออกกำลังกายมาตั้งแต่เกิด การที่เด็กทารกถีบขา หรือใช้มือไขว่คว้านั้นก็ถือว่าเป็นการออกกำลังอย่างหนึ่งเช่นกัน เพราะการออกกำลังกายในเด็กนั้น หมายถึง การเล่น รวมไปถึงการทำกิจกรรมสันทนาการต่างๆ เพื่อความเพลิดเพลิน

ประโยชน์ของการออกกำลังกายสำหรับเด็ก

1. ช่วยในการเจริญเติบโตและพัฒนาการ เพิ่มการสร้างมวลกระดูก ซึ่งมีผลต่อความสูงของเด็ก ส่งเสริมความแข็งแรงของระบบกล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆ ของร่างกาย พัฒนาระบบประสาทสั่งการ ทำให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดแข็งแรงขึ้น มีผลต่อการหลั่งฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโต (Growth Hormone)
2. ควบคุมน้ำหนักตัว จากการช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกิน
3. การออกกำลังกายช่วยให้สมองส่วนการเรียนรู้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
4. ส่งเสริมสุขภาพจิต ลดความตึงเครียด ทำให้เกิดความสนุกสนาน
5. การออกกำลังกายเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้พบเห็นและเรียนรู้กับสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ รวมถึงได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ จึงมีความเชื่อมั่นในตนเอง และกล้าแสดงออก

ทำไมการออกกำลังกายช่วยให้การเรียนรู้ทางวิชาการดีขึ้น

การให้เด็กในวัยเรียนได้เคลื่อนไหวออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ผลการเรียนของเด็กดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ และมีการตื่นตัวในการเรียนมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจาก

1. ช่วยให้เลือดและออกซิเจนมีการไหลเวียนไปสู่สมอง จึงมีความจำดีขึ้น และมีความตื่นตัวและจดจ่อในการเรียนมากขึ้น
2. ทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉง มีอารมณ์แจ่มใส
3. เสริมสร้างคุณค่าในตัวเอง ทำให้มีทักษะทางสังคมดีขึ้นซึ่งส่งผลต่อการเรียน
4. เด็กที่เป็นไฮเปอร์แอคทีฟ หากได้รับการออกกำลังกายที่เหมาะสม จะช่วยให้เด็กมีสมาธิและมีการเรียนรู้ที่ดีขึ้น

การออกกำลังกายที่เหมาะสมตามวัย

อายุ 2-6 ขวบ วัยนี้เริ่มมีการเรียนรู้ และมีพัฒนาการทางด้านการวิ่งการกระโดด กิจกรรมที่เหมาะสม ได้แก่ กระโดดกระต่ายขาเดียว กระโดดสองขา วิ่งไล่จับ กระโดดเชือก เตะลูกบอล กลิ้งม้วนหน้า การปีนป่ายเครื่องเล่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยานโดยมีล้อช่วยการทรงตัว ขว้างรับจานร่อนหรือลูกบอล

อายุ 6-10 ขวบ วัยนี้มีพัฒนาการทางด้านการเคลื่อนไหวที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ควรเลือกกีฬาที่ทำให้เด็กได้ยืดหยุ่นร่างกาย อาจเริ่มทำกิจกรรมที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เล่นกิจกรรมที่แบ่งข้างกันเล่นเป็นทีม มีกฎกติกาอย่างง่าย ๆ รวมถึงเน้นกิจกรรมเดิมที่เคยเล่นอยู่แต่ฝึกทักษะให้ดีขึ้น เช่น เปลี่ยนจากการโยนรับลูกบอลธรรมดาเป็นการโยนลูกบอลลงห่วงหรือตะกร้า เตะลูกบอลให้เข้าประตู กิจกรรมและการออกกำลังกายที่เหมาะสม ได้แก่ การขี่จักรยานโดยไม่มีล้อ เต้นแอโรบิก วิ่งจอกกิ้ง วิ่งเร็ว กิจกรรมปีนป่าย บัลเล่ต์ หรือว่ายน้ำ

อายุ 10 ขวบขึ้นไป วัยนี้พัฒนาการด้านต่าง ๆ มีเพียงพอ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ทุกชนิด เล่นกีฬาที่ช่วยพัฒนาประสาทมือ แขนขา สายตา การทรงตัว เล่นกิจกรรมหรือออกกำลังกายที่ยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น เล่นกีฬาเป็นทีมรวมถึงการแข่งขันกีฬาประเภทต่าง ๆ ได้ เช่น แชร์บอล บาสเกตบอล วอลเลย์บอล ปิงปอง ขี่จักรยาน โดยเลือกให้เหมาะสมกับความสามารถ และเน้นในเรื่องของความปลอดภัยเป็นหลัก

การส่งเสริมการออกกำลังกายสำหรับเด็ก

1. ส่งเสริมให้เด็กได้ทำกิจกรรมนันทนาการ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 วัน โดยอาจหากิจกรรมที่ทำร่วมกันได้ทั้งครอบครัว เช่น ไปวิ่งเล่นที่สวนสาธารณะ
2. ส่งเสริมให้เด็กทำกิจกรรมง่ายๆในชีวิตประจำวัน โดยทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง เช่น ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน รดน้ำต้นไม้ วิ่งเล่นกับสุนัขที่บ้าน เดินขึ้นบันได วิ่งเก็บของ ถีบจักรยานไปซื้อของ
3. สลับสับเปลี่ยนลักษณะการออกกำลังกายหลาย ๆ รูปแบบเพื่อให้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้มีการใช้อย่างทั่วถึงทุกส่วน และไม่ให้เกิดความรู้สึกเบื่อ
4. จัดหาเครื่องเล่นหรืออุปกรณ์การออกกำลังกายที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก
5. เลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย ระบายอากาศได้ดี
6. ให้ความสำคัญกับความสนุกสนาน และความชอบในการร่วมกิจกรรมเป็นหลัก เพราะสาเหตุส่วนใหญ่ที่เด็กไม่อยากออกกำลังกายก็เพราะไม่มีความชอบและไม่รู้สึกสนุกนั่นเอง
7. ไม่ควรเปรียบเทียบระดับความสามารถกับเด็กคนอื่นๆ หรือให้ความสำคัญกับผลของการแพ้-ชนะ แต่ควรดูในเรื่องของความเหมาะสมตามความสามารถและพัฒนาการเด็กมากกว่า

ข้อควรระวังในการออกกำลังกายสำหรับเด็ก

1. ก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง ควรวอร์มอัพและคูลดาวน์ทุกครั้ง โดยทำท่ากายบริหารต่างๆ ได้แก่ ท่ากระโดดปรบมืออยู่กับที่ กระโดดสลับเท้า ก้มแตะสลับปลายเท้า การนั่งยองกระโดด เป็นต้น
2. เด็กควรเริ่มออกกำลังกาย จากที่เบาก่อนแล้วจึงค่อยๆเพิ่มความหนักขึ้นภายหลัง
3. เด็กควรออกกำลังกายให้รู้สึกเริ่มเหนื่อยในระดับปานกลางขึ้นไป คือ รู้สึกหายใจเร็วขึ้น เหงื่อซึม ควบคุมให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่หักโหมจนเกินไป
4. เลือกชนิดกีฬาที่ไม่ยากเกินกว่าร่างกายเด็กจะรับไหว เพราะอาจส่งผลให้เด็กอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า
5. ควรออกกำลังกายวันละไม่เกิน 1 ชั่วโมง แบ่งการออกกำลังกายออกเป็น 30 นาที พักอย่างน้อย 5 นาที
6. ภาวะที่เด็กเป็นไข้ตัวร้อน มีภาวะขาดน้ำในร่างกาย ถ่ายเหลวหรืออาเจียน มีอาการอ่อนเพลีย ไม่ควรให้ออกกำลังกาย ออกแรงกล้ามเนื้อหรือเคลื่อนไหวร่างกายมากเกินไป
7. ระมัดระวังการบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย และหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในขณะที่อากาศร้อนจัด
8. ควรจัดหาน้ำดื่มให้เพียงพอสำหรับความต้องการของเด็ก

ข้อมูลโดย ศิวนันท์ พุทธะไชยทัศน์
Sivanun Putthachaiyatat ,M.D.

 

ปฏิทิน

โพสต์ล่าสุด

เกี่ยวกับเรา

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
99/8 ซอยงามดูพลี ถ.พระรามสี่ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120